อัยการสูงสุดเตรียมออกหนังสือเวียนกำชับอัยการทั่วประเทศปฏิบัติตามกฎหมายนิรโทษกรรม
“เต้น”ร้อง อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีการเมือง อัยการสูงสุดเตรียมออกหนังสือเวียนกำชับอัยการทั่วประเทศปฏิบัติตามกฎหมายนิรโทษกรรม ย้ำทุกคนได้สิทธิเท่าเทียม ปิดสนามบินไม่ต้องจ่าย เตรียมถอนฎีกา กปปส.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 ต.ค.2569 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เข้ายื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมือง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
โดยมี นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วยนายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ อธิบดีอัยการคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับหนังสือดังกล่าว
โดยนายณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า วันนี้ตนเองได้ยื่นหนังสือขอให้ทางอัยการสูงสุดมีคำสั่งปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยขอให้พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในความผิดที่บัญญัติไว้ในท้ายพ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งจากการประเมินสำรวจพบว่า ผู้ต้องหารือจำเลยที่เกี่ยวข้องกับคดีมูลเหตุปัจจัยทางการเมือง ที่ประกอบด้วย 3 ม็อบหลัก ประกอบด้วย การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 2.กลุ่ม กปปส.เเละพันธมิตร 3. แนวร่วม“กลุ่มราษฎร” (กลุ่มม็อบ 3 นิ้ว) ต้องคดีอาญาจำนวนมาก รวมเเล้วไม่น้อยกว่า 6 พันคน
ซึ่งภายหลังกฎหมายบังคับใช้ในทางปฏิบัติตนได้ยื่นหนะงสือไปยังศาลยุติธรรม ซึ่งที่ผ่านมาที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ส่งแนวทางปฎิบัติผ่านทางสำนักงานศาลยุติธรรม ไปถึงศาลทั่วประเทศให้มีแนว ปฏิบัติแบบเดียวกัน ให้ ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจมีคำสั่งทางคดีได้ทันทีในความผิดที่ตรงตามบัญชีแนบท้ายกฎหมายฉบับนี้
ที่ผ่านมาศาลมีคำสั่งยุติคดีและปล่อยตัวจำเลยหลายราย เเต่ก็พบว่าในการยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อยุติคดียังมีพนักงานอัยการยื่นคำร้องคัดค้าน จึงเป็นเหตุให้ตนมายื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ดำเนินการตามพ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อไม่ให้มีการติดขัดใรการปฏิบัติตามกฎหมาย
โดยนายณัฐวุฒิระบุว่าความผิดที่เกี่ยวข้องกับมูลเหตุทางการเมือง แม้มีข้อหาอื่นๆ ที่ไม่เป็นข้อยกเว้น ก็จะได้อานิสงส์จากพ.ร.บ.นิรโทษกรรมครั้งนี้ด้วย โดยยืนยันว่าจะทำการยื่นให้ครบทุกคน ส่วนหลังจากนี้หากมีการชุมนุมอีกก็ถือเป็นสิทธิเสรีภาพ ตนไม่อาจก้าวล่วงได้
นายประยุทธ เพชรคุณ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยครอบคลุมเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึง 2568 หากมีเหตุเกิดขึ้นหลังจากนั้นจะไม่เข้าข่ายนิรโทษกรรม
โดยจะครอบคลุมทั้งทางแพ่งและทางอาญายกเว้น คดีมาตรา 112 ,คดีทุจริต คดีแพ่ง-อาญาที่เกิดขึ้นกับเอกชน และความผิดส่วนตัว หรือไปชุมนุมจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเรียกว่าถ้าไม่เข้าข้อยกเว้นผู้ที่กระทำผิดจะได้อานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้มีผลทันที
ส่วนเรื่องความเสียหายทางแพ่ง จะได้รับการนิรโทษที่การกระทำที่ไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ บางทีเกิดความเสียหายระดับร้อยล้านบาท ถือว่าไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง เนื่องจากกฎหมายยกเว้นทั้งแพ่งและอาญา
ซึ่งช่วงเช้าที่ผ่านมา ทางท่านอัยการสูงสุดได้มีการประชุมออนไลน์กับผู้บริหารที่ประจำอยู่ที่สำนักงานอัยการตึกรัชดาภิเษก ก็ได้มีข้อสั่งการ ให้ผู้บริหารของสำนักงานไปปฏิบัติตามกฏหมายนี้ และ ให้สำนักงานวิชาการซักซ้อมแนวทางและเวียนหนังสือให้อัยการทั่วประเทศทราบ เเนวปฏิบัติ โดยให้นโยบายว่าเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่ากลุ่มการเมืองฝั่งไหน ให้ได้รับประโยชน์ภายใต้กฎหมายนี้เท่ากันทุกคนและจะรอช้าไม่ได้ โดยให้บังคับได้ทันที โดยไม่ต้องรอผลจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ
ส่วนกรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยโดนดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาอื่นที่เกี่ยวกับการเมือง พร้อมกัน นิรโทษกรรมจะมีผลในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น ซึ่งข้อหา 112 จะไม่ได้รับอานิสงค์จากพ.ร.บ.นี้ แต่ข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองจะได้รับการนิรโทษกรรม
เมื่อถามถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมปิดสนามบินจะได้รับการนิรโทษทางแพ่ง และยังจะต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่
นายประยุทธ กล่าวว่า องค์กรใดหรือหน่วยงานใด ที่เกิดขึ้นโดยมีกฎหมายรองรับให้ถือว่าเป็นองค์กรของรัฐ ซึ่งหน่วยงานของรัฐถือว่าเข้าข่ายนิรโทษ ซึ่งสนามบิน ถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงได้รับอานิสงส์นิรโทษทางแพ่งไปด้วย ซึ่งในทางปฏิบัติ ถ้าหากจำเลยมีการชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ทางรัฐก็ไม่ต้องคืน แต่ถ้ายังไม่ชดใช้กฎหมายให้นิรโทษกรรมในส่วนนี้ไปเลย
เมื่อถามว่าคดีม็อบ กปปส.ที่อยู่ระหว่างฎีกาทางอัยการต้องไปถอนฟ้องหรือไม่นั้น นายประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นกระบวนการการพิจารณาที่อัยการเป็นเจ้าของเรื่อง และทราบว่าสิ่งที่ฟ้องตรงกับพ.ร.บ.นิโทษกรรมดังกล่าว ถือเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการที่ต้องดำเนินการตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด ส่วนจะถอนฟ้องกับปปสหรือไม่ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเรื่องว่าเงื่อนไขตรงกัน ซึ่งอัยการเจ้าของสำนวนคดีจะรู้ดีที่สุด
ด้านนายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ ในฐานะรองโฆษกสำนักสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ครอบคลุมชั้นพนักงานสอบสวน อัยการ และศาล ซึ่งคดีอาญาที่เข้าข่ายจะต้องมีอันระงับไป แต่วิธีการของแต่ละหน่วยงานก็จะแตกต่างกันไป พร้อมระบุว่าเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ที่อัยการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ โดยเดิมเราอาจมีสำนวนการเมืองเช่นนี้แต่เรายังไม่ได้พิจารณาสั่งคดี เมื่อกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ ทุกคนต้องได้รับผลจากแนวทางของกฎหมาย